กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่

[Dark Fantasy 1] อนันตคีรี ปริศนาแห่งเงา ตอน ปริศนาตัวตายตัวแทน(เอามาอัพเล่นๆ)

แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-2-2012 23:15 โดย Dracula

แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-2-2012 23:15 โดย Dracula

แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-2-2012 18:06 โดย Dracula

อนันตคีรี ปริศนาแห่งเงา ตอนที่ 1 ปริศนาตัวตายตัวแทน

หมายเหตุ : นิยายเรื่องนี้เขียนจบแล้วและตอนนี้กำลังอยู่ในระหว่างการเรียบเรียง เพราะฉะนั้นอาจมีปัญหาเรื่องการเว้นวรรคและการพิมพ์คำที่เป็นประโยคยาวๆนะครับ



บทนำ

        ปี๊ด! ปี๊ด!
        เสียงบีบแตรของรถบรรทุกขนาดใหญ่ดังขึ้นในระหว่างรถบรรทุกกำลังแล่นผ่านถนนสายหนึ่งที่เป็นทางเชื่อมระหว่างกรุงเทพฯและเขตปริมลฑลในเวลาค่ำคืน แสงจากรถบรรทุกส่องแวบผ่านเข้าไปในซอกตึกของชุมชนเล็กๆแห่งนั้น ที่ซึ่งที่นั่นเต็มไปด้วยกองขยะและซากของเครื่องยนต์ที่เคยทำงานได้มาก่อน

        กรุกกรัก
        เสียงคุ้ยขยะของสิ่งมีชีวิตสีดำ หูตั้ง ดวงตาเป็นประกายแวววับที่ตอบสนองต่อแสงไฟจากรถบรรทุกเมื่อครู่ มันกำลังขุดคุ้ยหาบางสิ่งบางอย่างที่กินได้ตามสัญชาติญาณของการหาอาหาร แต่แล้วมันก็กระโจนลงมาจากที่ทิ้งขยะด้วยสัญชาตญาณป้องกันตัวตามธรรมชาติและวิ่งหนีหายแวบเข้าไปในความมืดซึ่งสาเหตุเดียวที่ทำให้มันวิ่งหนีไปก็คือ มันกำลังได้ยินเสียงฝีเท้าของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่กว่าตัวมันกำลังย่างกรายเข้ามา มันเป็นเสียงฝีเท้าของมนุษย์

        ตุบ ตุบ ตุบ
        ดูเหมือนว่าจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ ในตอนนี้มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินอยู่ริมฟุตบาทโดยได้เดินผ่านที่ทิ้งขยะดังกล่าวนั้น คนกลุ่มนี้ส่งเสียงคุยกันดังเจี๊ยวจ๊าวกลบบรรยากาศที่มืดและเปลี่ยวของบริเวณนี้ซึ่งนั่นคงจะเป็นสาเหตุที่ทำให้สิ่งมีชีวิตตัวนั้นแตกตื่นเพราะตามธรรมชาติของพวกมัน พวกมันจะมีความระแวดระวังภัยสูงเป็นพิเศษ
        “ให้ตายสิ เราต้องข้ามไปฝั่งนู้นน่ะ” เสียงของคนในกลุ่มคนหนึ่งดังขึ้นซึ่งเป็นเสียงของผู้ชาย
        “เอาไงดีว่ะ สะพานลอยแมร่งก็อยู่อีกตั้งเป็นกิโล ขี้เกียจไปจริงวุ้ย” เสียงของผู้ชายอีกคนดังตามมา
        “เอ่อ ก็ข้ามแมร่งมันตรงนี้แหละ” เสียงของผู้ชายอีกคนพูดแทรกขึ้น
        “เฮ้ย ระวังหน่อยนะว้อย รถขับกลางคืนแมร่งขับโคตรเร็วว่ะ” ชายคนแรกพูด
        “ฮะฮะ รถน่ะ มันไม่ขับชนคนง่ายๆหรอกว้อย ถ้ามันไม่เมา” ชายอีกคนหัวเราะและเดินนำจะข้ามถนนไปเป็นคนแรก และแล้ว

        เอี๊ยดดด! ตูมมม!

        “เฮ้ย! ไอ้แจ็ค! ไอ้แจ็ค!”
คนในกลุ่มทั้งหมดต่างวิ่งกันชุลมันทำอะไรกันไม่ถูกเพราะว่าเพื่อนของพวกเขาถูกรถชนและรถคันนั้นก็ไม่ยอมจอดรถ แต่กลับขับหนีไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

…………………………………………..

        “สำนักข่าวรายงานว่าช่วงเวลาเที่ยงคืนที่ผ่านมามีผู้ประสบอุบัติเหตุถูกรถยนต์พุ่งชนเสียชีวิต ซึ่งในที่เกิดเหตุนั้น พยานผู้เห็นเหตุการณ์เป็นเพื่อนของผู้ประสบเหตุให้การว่ารถยนต์คันดังกล่าวขับพุ่งมาด้วยความเร็วสูงและชนผู้ประสบเหตุจนเสียชีวิตโดยไม่มีทีท่าว่าจะชะรอความเร็วหรือเบรกรถเลยแม้แต่น้อย แต่ว่าในรุ่งเช้า เจ้าของรถยนต์ผู้ขับรถชนผู้ประสบเหตุจนเสียชีวิตนั้นก็ได้ขอเข้ามอบตัวกับทางตำรวจ ซึ่งในช่วงเกิดเหตุเขาได้ให้การว่ามองไม่เห็นผู้ประสบเหตุรวมถึงเพื่อนๆของผู้ประสบเหตุที่กำลังจะเดินข้ามถนน ดังนั้นจึงได้ขับรถด้วยความเร็วสูงโดยไม่มีการชะรอความเร็ว สำหรับเจ้าของรถยนต์คันดังกล่าวนี้เบื้องต้นทางตำรวจได้ตั้งข้อหาว่ากระทำการโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต และจะส่งตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป...”
ทีวีได้นำเสนอข่าวเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ซึ่งทางตำรวจรวมถึงองค์กรแบะมูลนิธิต่างๆต่างเริ่มให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องอุบัตติเหตุกันมากขึ้น สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะว่า สถิติของการเกิดอุบัติเหตุนั้นเพิ่มสูงขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของสถิติการเกิดอุบัติเหตุที่ผ่านมาของทุกปี และในจำนวนครั้งของการเกิดอุบัติเหตุ ผู้ที่เป็นเจ้าของรถยนต์มักจะอ้างว่ามองไม่เห็นคนที่อยู่บนถนนโดยที่ไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ถูกตรวจพบว่าขับขี้รถขณะมึนเมา

        อุบัติเหตุปริศนานี้เป็นสิ่งที่ทำให้ตำรวจและศวปถ.ต่างประหลาดใจกันถ้วนหน้าเพราะไม่สามารถอธิบายถึงสาเหตุของอุบัติเหตุที่แท้จริงได้ และในช่วงเวลานั้นเอง ข่าวลือเรื่องอาถรรพ์ตัวตายตัวแทนของชาวบ้านก็เริ่มดังขึ้น พวกชาวบ้านต่างลือกันว่าที่เกิดอุบัติเหตุนี้เป็นเพราะอาถรรพ์ตัวตายตัวแทน คนที่เคยเสียชีวิตบนท้องถนนจะไปผุดไปเกิดไม่ได้จนกว่าจะหาคนอื่นมาตายแทนที่ของตนเอง

        เวลาอันรวดเร็ว พวกชาวบ้านก็ได้เชื่อมโยงเรื่องอุบัติเหตุปริศนาและเรื่องข่าวลืออาถรรพ์ตัวตายตัวแทนเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นกระแสข่าวลือที่ดังไปเกือบทั่วประเทศ แม้ว่าทางรัฐบาลจะออกมาหาข้อสรุปแย้งเพราะมันส่งผลต่อรายได้จากการท่องเที่ยวของประเทศแต่ก็ไม่เป็นผล ท้ายสุดก็ไม่มีใครหาข้อสรุปที่แท้จริงด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ของเหตุการณ์ครั้งนี้ได้จนกระทั่งข่าวลือล่าสุดของพวกชาวบ้านอ้างว่ามันเกี่ยวข้องกับพิธีทางไสยศาสตร์

        ไสยศาสตร์...
        คุณเคยได้ยินคำว่าทุกสรรพสิงเป็นของคู่ขนานมั้ย ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นสีสัน วัตถุสิ่งของ กระจกเงา สิ่งที่จับต้องได้บ้าง สิ่งที่จับต้องไม่ได้บ้าง หยิน หยาง สิ่งที่เป็นรูปธรรม และสิ่งที่เป็นนามธรรม โลกทั้งใบไม่สิ ทั้งจักรวาลน่ะล้วนเป็นคู่ขนาน ใช่แล้ว แม้แต่ในจิตใจหรืออารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ มันล้วนเป็นคู่ขนาน มีทั้งขาวและดำ…….
ใช่ครับ คู่ขนาน เมื่อได้ยินคำนี้คำที่ตามมาที่พวกเราคุ้นเคยกันก็มักจะเป็นคำว่า “สิ่งตรงข้าม” ความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงเสมือนจำนวนเต็มบวกที่มีคู่ขนานเป็นจำนวนเต็มลบ แต่กลับมีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างแน่นแฟ้น น่ามหัศจรรย์

        จริงอยู่ที่ว่าคำว่าคู่ขนานแม้ดูผิวเผินจะเป็นสิ่งที่อยู่ตรงกันข้าม หรือก็คืออยู่ห่างไกลกันสุดขั้ว แต่ความน่าพิศวงของมันก็คือหากว่ามันสลับข้างกัน สิ่งที่อยู่สุดขั้วก็จะมาแทนที่สิ่งดั้งเดิมและสิ่งดั้งเดิมก็จะไปอยู่สุดขั้ว หรือก็คือคำว่าคู่ขนานตีความหมายถึงสิ่งต่างๆได้ว่าถึงแม้จะอยู่ห่างไกลกันเพียงใดก็เปรียบเสมือนกับว่าอยู่ใกล้ชิด
นี่ผมกำลังพล่ามอะไรอยู่กันนะ เพราะเรื่องที่มาของคำว่าทุกสิ่งเป็นคู่ขนานผมเองก็จำไม่ได้แล้วเหมือนกันว่าได้ยินคำคำนี้ครั้งแรกจากที่ใดหรือจากเอกสารใด แต่ว่า เมื่อได้ยินบ่อยครั้งเข้ามันทำให้ผมพิศวง เพราะคำๆนี้ที่ถึงแม้จะเป็นคำประโยคสั้นๆแต่ว่ามันกลับมีความหมายแอบแฝงที่กว้างขวางมาก กว้างขวางพอๆกับคำว่า “ศีลธรรม” ที่ผมคุ้นเคย

        คำว่าโลกเป็นของคู่ขนาน
        โลกในปัจจุบันมีวิทยาศาสตร์ที่กว้างไกลมาก ตอนนี้เรามีทุกอย่าง คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ วิทยุสื่อสาร โทรทัศน์ เครื่อข่ายที่เชื่อมต่อพวกเราทุกคนในโลกเข้าด้วยกันหรือที่เรียกว่าอินเตอร์เน็ต สื่งอำนวยความสะดวกต่างๆ โลกนี้มีด้านหน้าที่เป็นวิทยาศาสตร์ แต่……

        อีกด้านหนึ่งที่เป็นคู่ขนานกับวิทยาศาสตร์ ร้อยล่ะ 99 ทุกคนย่อมนึกถึงไสยศาสตร์ คาถาอาคม มนต์ดำ โทรจิต การเล่นแร่แปรธาตุ สิ่งเร้นลับ ภูติผีปิศาจ ตลอดไปจนถึงเทวะวิทยา สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่คนในสมัยปัจจุบันเชื่อว่าตรงข้ามกับวิทยาศาสตร์ เป็นคู่ขนานกัน แต่ว่าผมกลับไม่คิดว่ามันเป็นอย่างนั้น

        ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งเดียวกับวิทยาศาสตร์นั่นแหละ
ก็แค่พวกเราตีความหมายใหม่ให้มันแตกต่างกันเท่านั้นซึ่งจะว่าไปมันก็ตรงกับที่ผมกล่าวไว้ข้างต้นว่าคู่ขนานถึงแม้จะอยู่ห่างไกลแต่ความจรืงแล้วมันก็อยู่ใกล้คิดกัน ไม่ใช่สิ อยู่ที่เดียวกันเลยล่ะ
        มนุษย์มักจะแบ่งแยกสิ่งต่างๆออกจากกันทั้งๆที่บางอย่างไม่ควรจะแยก และสิ่งที่ถูกแยกออกจากกันที่ว่าไม่ควรส่วนมากก็จะกลายเป็นของคู่ขนาน ผมคิดเช่นนั้น แล้วคุณล่ะ คิดว่ายังไง
2

จำนวน

  • Judiz

  • Oct

Translated Thai by Jaideejung007(Thzaa.com)

แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-2-2012 18:53 โดย Dracula

ใบหน้าที่แหลกเละเต็มไปด้วยเลือด ดวงตาถลนโปน ฟันเหยิน หัวแตกสมองไหล เป็นใบหน้าของคนที่ประสบอุบัติเหตุตายอย่างสยดสยอง

บทที่ 1 อาถรรพ์ผีบังตา

        จิ๊บ จิ๊บ….. เสียงนกกระจอกร้องทักกัน ดวงตะวันของรุ่งอรุณค่อยๆปรากฎขึ้นเหนือมหานครอันเจริญที่ซึ่งเต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่อง ท้องถนนดูเงียบสงัดเพราะมีรถยนต์แล่นผ่านไม่กี่คัน ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป มันก็ค่อยๆเริ่มที่จะมีรถยนต์แล่นผ่านมากขึ้น และบริเวณริมถนนเองก็เริ่มจะมีแม่ค้าพ่อค้าเข็นรถเตรียมจัดของขายในขณะที่ร้านค้าต่างๆเองก็เริ่มที่จะทยอยกันเปิดร้าน
        ข้างๆโรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่งที่ซึ่งตั้งอยู่ในโซนการค้า ที่ซึ่งฝั่งตรงข้ามห่างออกไปซักกิโลมีห้างสรรพสินค้า มีตึกเล็กๆอยู่ตึกที่มีพื้นที่ไม่น่าจะเกิน 20 x 30 เมตร สูงสองชั้นดูเหมือนจะเป็นร้านขายของกุ๊กกิ๊กที่สวยงามเพราะหน้าตึกและด้านข้างประมาณเศษหนึ่งส่วนสามของตัวตึกนั้นคล้ายๆกับโชว์รูมเพราะถูกปิดด้วยกระจกใสที่สามารถมองทะลุไปเห็นของข้างในได้ ตัวตึกถูกทาด้วยสีฟ้าอ่อนและมีการประดับตกแต่งอย่างสวยงามและมีภาพวาดรอบตึกเป็นรูปต้นไม้ ภูเขา ลำธารที่ดูเป็นธรรมชาติ และหน้าร้านมีป้ายที่สวยงามเขียนคำว่า Kirin’s Dollfie
        ที่หน้าร้าน ชายหนุ่มคนหนึ่งผู้มีผมหยักโศกยาวสลวย แต่เขารวบผมด้วยยางรัดสีดำที่ดูมีเอกลักษณ์เลยทำให้มองจากข้างหน้าดูไม่เหมือนคนที่ไว้ผมยาว ใบหน้าของเขาหล่อเหลา ดวงตาสีน้ำตาลแดง เขาสวมผ้ากันเปื้อนสำหรับจิตรกรทับเสื้อเชิ้ตและกางเกงขายาวสีน้ำตาล ชายหนุ่มผู้นี้กำลังถือไม้กวาดมาปัดกวาดหน้าร้านภายหลังจากที่ดึงประตูม้วนเสร็จ แต่ทว่า
        มีเด็กสาวกลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งมาหาชายหนุ่มผู้นี้จากด้านหลัง
        “นั่นพี่คิรินทร์นี่นา คนที่ก่อตั้งบริษัทคิรินทร์ดอลฟี่” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากข้างหลัง ชายหนุ่มจึงหันไปตามที่มาของเสียงและพบว่ามีเด็กสาวหน้าตาหน้ารักซึ่งเป็นเด็กมัธยมปลายในเครื่องแบบนักเรียนสามคนยืนอยู่ เด็กสาวคนที่เดินนำถือกระดาษจดบันทึกอยู่ในมือเดินเข้ามาหาคิรินทร์อย่างเป็นมิตร
        “สวัสดีค่ะพี่คิรินทร์ หนูชื่ออิริยา เทพรังสรรค์ อายุ 18 ปี เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกของโรงเรียนสาธิตอินทรปัญญา อยากจะมาขอสัมภาษณ์พี่คิรินทร์เพื่อทำรายงานกลุ่มค่ะ ไม่ทราบว่าพี่จะมีเวลาให้สัมภาษณ์มั้ยค่ะ” เด็กสาวหน้าตาหน้ารักผมยาวสลวยพูดขึ้น สายตาของเธอจดจ้องชายหนุ่มอย่างชื่นชมเสมือนเจอคนที่เคารพนับถือในขณะที่นักศึกษาคนอื่นๆต่างก็มองอย่างลุ้นว่าชายหนุ่มจะยอมให้สัมภาษณ
        “ครับ ได้ครับ ตอนนี้เพิ่งเปิดร้านเสร็จ พี่ตกลงในให้สัมภาษณ์นะ ว่าแต่เชิญข้างในสิ” คิรินทร์ตอบพร้อมยิ้มให้ด้วยรอยยิ้มที่ดูเป็นมิตร
        “ว้าว พี่เขาให้เราสัมภาษณ์แนะ” อิริยาพูดพรางหันไปยังเพื่อนทั้งสอง
        “เจ๋งไปเลยญาญ่า” เด็กสาวคนหนึ่งที่ไว้ผมบ๊อบพูดกับอิริยาด้วยความดีใจ แล้วต่างคนต่างก็เดินตามคิรินทร์เข้าไป แต่ทว่า…..
ชายหนุ่มหยุดนิ่งและหันไปทางถนนด้วยสีหน้าที่ดูเหมือนกำลังสงสัยอะไรบางอย่าง เด็กสาวทั้งสามมองตามเขาอย่างสงสัยซึ่งชายหนุ่มทำท่าดูเหมือนจะคิดอะไรบางอย่างก่อนที่เขาก็พาทุกคนเข้าร้านอย่างไม่ได้สนใจอะไรอีก

…………………………………………..

        ภายในร้านตุ๊กตาที่ใช้ชื่อร้านว่า Kirin’s Dollfie หรือแปลเป็นไทยว่าดอลฟี่ของคิรินทร์แห่งนี้ ภายในโชว์รูมของร้านมีตู้กระจกมากมาย ภายในตู้กระจกมีตุ๊กตาที่โชว์อยู่ตู้ล่ะสองตัว แต่ล่ะตัวแต่งชุดสวยงามอลังการณ์ มีการจัดตกแต่งภายในตู้ให้ดูเหมือนเป็นอีกมิติหนึ่ง มิติที่ส่องไปแล้วเห็นภูเขา แม้น้ำ ลำธาร และธรรมชาติ แต่ถึงกระนั้นภายในร้านก็ยังคงดูโล่งเพราะร้านแห่งนี้เพิ่งเปิดได้ไม่นาน

        “นี้ดูสิ…..” เด็กสาวคนที่ไวผมบ๊อบซึ่งมากับอิริยาพูดขึ้นและชมความสวยงามของตุ๊กตาในขณะที่เด็กสาวอีกคนที่สวมแว่นตาท่าลักษณะเย็นชาและเงียบขรึมขออนุญาติคิรินทร์และใช้กล้องดิจิตอลถ่ายรูปตุ๊กตาผลงานของคิรินทร์ซึ่งอยู่ในโชว์ แต่ภายในร้านแห่งนี้ไม่ได้มีแค่ตุ๊กตาเท่านั้น หากแต่มีปฏิมากรรมชิ้นใหญ่ตั้งอยู่นอกตู้และภาพวาดจิตรกรรมที่สวยงามหลายภาพซึ่งแต่ล่ะภาพเป็นภาพเกี่ยวกับธรรมชาติ เป็นรูปภูเขา ต้นไม้ ฯลฯ ประดับตกแต่งอยู่บนผนังและมีภาพที่ใหญ่ที่สุดหลังโต๊ะเคาเตอร์ของคิรินทร์ที่ซึ่งคนที่เดินเข้ามาในร้านจะต้องเห็นภาพนี้เด่นชัดก่อนใครแน่นอน

        หลังจากที่เด็กสาวต่างชมผลงานของคิรินทร์อย่างตื่นเต้นกันแล้ว การสัมภาษณ์ก็เริ่มขึ้นโดยคิรินทร์นั่งที่โต๊ะในร้านที่เบื้องหลังมีภาพและตู้โชว์เป็นวิวที่เหมาะสมสำหรับการบันทึกวีดีดอการให้สัมภาษณ์ และแล้วการให้สัมภาษณ์ก็ดำเนินขึ้นโดยมีเด็กสาวคนที่สวมแว่นตาใช้กล้องดิจิตอลอัดวีดีโอไว้ด้วย
        “พี่คิรินทร์ค่ะ พี่ก่อตั้งบริษัทนี้คนเดียวรึเปล่าค่ะ” อิริยาถามขึ้น ในมือถือปากกากับกระดาษจดไว้แน่น
        “ใช่แล้วครับ แต่อันที่จริงแล้วช่วงแรกสุดที่ก่อตั้งบริษัทแห่งนี้พี่ไม่มีร้านค้าแต่มีแค่เว็บไซต์ที่ใช้ขายสินค้าผ่านทางอินเตอร์เน็ตครับ” คิรินทร์ตอบ เด็กสาวยิ้มและมองกระดาษที่ถือมาเพื่อดูคำถามถัดไป
        “แล้วพี่คิรินทร์ทำไมจึงมาตั้งบริษัทดอลล่ะคะทั้งๆที่สามารถทำอย่างอื่นได้ หรือว่าพี่ชอบตุ๊กตา” เด็กสาวถามพรางสบตาคิรินทร์ด้วยสายตาที่เป็นประกาย ชายหนุ่มยิ้มนิดๆแล้วตอบว่า
        “จริงๆพี่ก็ไม่คิดหรอกว่าจะได้มาเปิดบริษัทตุ๊กตา แค่มาอาศัยในตึกนี้ชั่วคราวในระหว่างที่ทำงานเป็นผู้ช่วยจิตแพทย์ พอดีว่ามีผู้ใหญ่ในโรงพยาบาลซึ่งก็คือแพทย์หญิงคุณหญิงศรีประภาผู้ช่วยผู้อำนวยการของโรงพยาบาลแนะนำมาเพราะคุณหญิงเป็นคนชอบสะสมตุ๊กตาน่ะ ท่านบอกว่าจะช่วยเจรจากับทางผู้อำนวยการให้พี่ใช้ที่นี้เป็นที่อยู่อาศัยเพราะตึกนี้เป็นส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลและก็ไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์อะไรอยู่แล้ว พี่ก็เลยตกลงจะทำบริษัทตุ๊กตาซึ่งประจวบเหมาะกับเวลานี้กระแสตุ๊กตาบีเจดีกำลังเริ่มเป็นที่นิยมพอดี” ชายหนุ่มตอบด้วยท่าทีที่ดูสุขุม ทำเอาเด็กสาวทั้งสามทำท่าขวยเขิน
        “โห แล้วพี่รับผิดชอบเรื่องตุ๊กตาทั้งหมดทุกอย่างเลยมั้ยค่ะ” อิริยาถามอีกหนึ่งคำถามพรางเอามือมาวางไว้ที่โต๊ะโดยไม่รู้ตัว
        “ทำเฉพาะตุ๊กตากับแต่งหน้าตุ๊กตาครับ ส่วนเรื่องการทำเสื้อผ้า รองเท้า กับวิกยังต้องพึ่งบริษัทผลิตของเล่นที่อื่นอยู่” ชายหนุ่มตอบพร้อมกับยิ้มให้อย่างเป็นมิตร วินาทีนั้นทำเอาเหล่าเด็กสาวถึงกับหน้าแดงด้วยความเขินอายไปตามๆกัน
        การสัมภาษณ์ยังคงดำเนินต่อไปซึ่งเหตุการณ์ยังคงดำเนินไปอย่างเรียบง่ายแต่ทว่า

        เอี๊ยดดด!!! ตูมมม!!!

        เสียงประหลาดดังสนั่นครึกโครมคล้ายกับจะเป็นเสียงของวัตถุขนาดใหญ่พุ่งช้นกับกำแพงหรืออะไรซักอย่างดังขึ้น ทั้งคิรินทร์และเด็กสาวทั้งสามคนหันมองทะลุกระจกร้านออกไป
        คุณพระคุณเจ้า!
        ทุกคนต้องตกตะลึงเมื่อพบว่ามีรถตู้โดยสารขับชนเสาสะพานลอยที่อยู่ใกล้กับบริเวณร้านของคิรินทร์ สภาพรถตู้พังยับเยิน ผู้โดยสารที่คาดว่าน่าจะกระเด็นกระดอนออกมาจากตัวรถแต่ล่ะคนอยู่ในสภาพยับเยินนอนกันเกลื่อนพื้น บางคนก็ห้อยโตงเตงอยู่บนสะพานลอยในขณะที่บางคนที่กระเด็นไปบนถนนกลับถูกรถที่วิ่งสวนมาด้วยความเร็วสูงจนเบรกไม่อยู่เหยียบซ้ำอย่างน่าสยดสยอง
        “เรื่องบ้าอะไรกัน….” คิรินทร์พูดในลำคอ จ้องมองไปยังที่เกิดเหตุด้วยความตะลึงพร้อมกับค่อยๆลุกจากเก้าอี้และวิ่งออกไปยังจุดเกิดเหตุที่อยู่หน้าร้านของเขา ห่างจากร้านไปไม่ถึงสามสิบเมตรเท่านั้นในขณะที่เด็กสาวทั้งสามเอามือปิดปากปิดตากับภาพที่เห็นโดยเฉพาะเด็กสาวที่ชื่ออิริยา ดูเหมือนเธอจะมีความหวาดกลัวต่อเหตุการณ์ครั้งนี้มากกว่าทุกคน
        คิรินทร์ที่กำลังยืนตะลึงกับภาพเหตุการณ์สดๆร้อนๆพอตั้งสติได้ก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอย่างรวดเร็วพร้อมกับโทรไปยังเบอร์ฉุกเฉิน
        “เกิดเรื่องใหญ่แล้วคุณตำรวจ นี่ผมคิรินทร์ ตอนนี้มีรถตู้โดยสารประสบอุบัติเหตุที่หน้าโรงพยาบาล……” คิรินทร์พยายามเล่าถึงลายละเอียดของเหตุการณ์ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่รปภของทางโรงพยาบาลสามคนรีบวิ่งมายังจุตเกิดเหตุ
เหตุการณ์ยังคงชุลมุนวุ่นวายมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อมีผู้คนพากันเข้ามามุงดูจนกระทั่งพวกตำรวจและมูลนิธิเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่แพทย์เฉพาะกิจของโรงพยาบาลได้ทำหน้าที่ขนคนเจ็บเข้าห้องฉุกเฉิน
“เราไม่ได้เอะใจเลยแม้แต่น้อยว่า….. เมื่อครู่เราสัมผัสอะไรบางอย่างได้ก่อนจะเกิดเหตุการณ์นี้” คิรินทร์คิดในใจพรางมองไปยังที่เกิดเหตุ แต่แล้ว…..
        “คุณคือคุณคิรินทร์ใช่มั้ยครับ” อยู่ๆก็มีนายตำรวจหนุ่มใหญ่แต่งชุดเครื่องแบบเต็มยศเดินเข้ามาหา อายุของเขาน่าจะประมาณสี่สิบ ชายหนุ่มหันหน้าไปหา
        “ใช่ครับ” คิรินทร์ตอบด้วยเสียงที่ดูสลด
        “ทางเราต้องขอให้คุณไปให้คำให้การกับทางตำรวจเพราะมีคุณและเด็กมัธยมปลายสามคนเท่านั้นที่เป็นคนเห็นเหตุการณ์อย่างจังๆและอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุมากที่สุด” นายตำรวจคนนั้นพูดขึ้นพรางใช้ปากกาที่ถืออยู่ในมือจดบันทึกอะไรบางอย่างลงในกระดาษ
        “ได้ครับ ผมยินดีเล่าทุกอย่าง” คิรินทร์ตอบด้วยสีหน้าที่ดูตรึงเครียด

…………………………………………..

        ทางด้านเด็กสาวทั้งสามคนที่ดูเหมือนกำลังตะลึงกับภาพเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้าเมื่อไม่นานมานี้ ตอนนี้พวกเธอทุกคนอยู่ในความดูแลของตำรวจและทุกคนอยู่ในอาการที่หวาดกลัวโดยเฉพาะอิริยา
        “พวกน้องๆก็อยู่ในเหตุการณ์เหมือนกันสินะ งั้นพี่ขอความร่วมมือในการให้ปากคำกับทางตำรวจจะได้มั้ยครับ” ตำรวจนายหนึ่งพูด แต่ว่าดูเหมือนเด็กสาวทั้งสามยังคงช๊อกกับภาพเหตุการณ์ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นแบบสดๆร้อนๆ แต่ล่ะคนต่างสบตากัน
        “ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไรครับ เพราะยังไงซะตอนนี้เราก็ได้พยานคนสำคัญแล้วหนึ่งคน” นายตำรวจคนนั้นพูด และกำลังทำท่าจะเดินออกไปร่วมงานกับตำรวจคนอื่นๆที่ยังคงวุ่นวายกันอยู่ เด็กสาวคนหนึ่งคนที่สวมแว่นตาที่ลักษณะนิสัยของเธอดูจะเยือกเย็นกว่าเพื่อนๆทั้งสองก็ยกมือเรียกนายตำรวจคนนั้น
        “เอ่อ พี่ตำรวจค่ะ” เด็กสาวสวมแว่นพูดขึ้นพรางยื่นกล้องดิจิตอลไปทางตำรวจ นายตำรวจหันกลับมา
        “พอดีในช่วงเกิดเหตุพวกเรากำลังบันทึกการสัมภาษณ์เพื่อทำรายงาน อาจจะบันทึกเสียงตอนที่รถชนได้ค่ะ” เด็กสาวพูด นายตำรวจยิ้มอย่างเป็นมิตรก่อนจะขอรับกล้องดิจิตอลไปจากเด็กสาวคนนั้น
และในช่วงเวลานั้นเอง.....
        เด็กสาวที่ชื่ออิริยาเริ่มสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง บางสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียน มันเป็นกลุ่มพลังงานสีดำที่กำลังเคลื่อนตัวออกจาบริเวณรถตู้ที่เสียหาย

        “กรี๊ดดด!!!”

        เด็กสาวกรีดร้องดังลั่น ทุกคนที่อยู่ใกล้หันไปยังเด็กสาวด้วยความประหลาดใจก่อนที่เธอจะเป็นลมล้มพับลงต่อหน้าเพื่อนทั้งสองที่ไม่คาดคิดว่าเพื่อนของตนจะกรีดร้องและเป็นลม
“เฮ้ ญาญ่า ญาญ่า…” เพื่อนของเธอพยายามเรียก แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้เธอกำลังรู้สึกว่าตัวเองจมดิ่งลงสู่ความมืดมิด ลึกลงไปเรื่อยๆ เสียงเรียกที่ได้ยินค่อยๆเบาลงจนหายไป

…………………………………………..

        “ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือกับทางตำรวจครับคุณคิรินทร์ คำให้การของคุณเป็นประโยชน์มากครับ” นายตำรวจหนุ่มใหญ่พูดกับคิรินทร์ซึ่งในตอนนี้กำลังให้ปากคำอยู่หน้ารถตำรวจบริเวณจุดเกิดเหตุนั่นเอง
        “ขอบคุณครับ” ชายหนุ่มตอบและนายตำรวจก็ขอตัวแยกไป แต่ระหว่างนั้นคิรินทร์ก็ได้มองชื่อบนเครื่องแบบของนายตำรวจหนุ่มใหญ่คนนั้นเข้า
        “ร.ต.อ ฉัตรชัย…” คิรินทร์คิดในใจและเดินออกมาจากบริเวณนั้นมายังร้านของเขาเองซึ่งในตอนนี้เขาพบว่ามีบุรุษพยาบาลกำลังหามคนเป็นลมส่งโรงพยาบาลซึ่งเธอก็คือเด็กสาวที่มาของสัมภาษณ์เขา คนที่ชื่ออิริยา
        “เกิดอะไรขึ้น” คิรินทร์วิ่งตรงเข้ามาถามเพื่อนทั้งสองของอิริยา
        “ไม่รู้ค่ะ จู่ๆเค้าก็กรีดร้องและเป็นลมหมดสติไป” เด็กสาวคนหนึ่งในนั้นตอบพร้อมกับแสดงสีหน้าเป็นห่วงเพื่อนของเธอ คิรินทร์เองก็แสดงสีหน้าวิตกกังวลเล็กน้อยเมื่อได้ยินดังนั้นเข้า

        “อาถรรพ์ผีบังตา….”

        ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในหัวคิรินทร์ราวกลับว่าเป็นเสียงสะท้อนในหัว ชายหนุ่มชะงักไปชั่วขณะ
        “เหลวไหลน่ะ” คิรินทร์คิดในใจพรางหันมายังกลุ่มเด็กสาว
        “ยังไงซะก็รีบตามเค้าไปโรงพยาบาลก่อนเถอะ” คิรินทร์พูด

        …………………………………………..

        “……….”
        “อิริยา… อิริยา…”
        เสียงลึกลับเสียงหนึ่งดังขึ้น เด็กสาวค่อยๆลืมตาตื่นขึ้น
        “ที่นี่ที่ไหน นั่นเสียงของใคร” เด็กสาวพูดออกมาลอยๆ ระหว่างนั้น เธอพบตัวเองนั่งอยู่กลางป่าท่ามความมืดที่มืดมิดเปล่าเปลี่ยว
        “อิริยา… อิริยา…” เสียงลึกลับยังคงดังเช่นเคย และดังชัดขึ้นเรื่อยๆ
        “นั่นใคร!!!” อิริยาตะโกน ในตอนนี้เด็กสาวทำท่าหวาดวิตก แต่ว่าเสียงลึกลับยังคงดังขึ้นอีกและค่อยๆปรากฎภาพของมนุษย์ที่มีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ คนชราทั้งหญิงและชายยืนล้อมเด็กสาวเต็มไปหมด ซึ่งร่างของ ‘พวกเขา’ มีสภาพยับเยิน บางคนแขนขาด มือขาด ขาขาด อวัยวะภายในเละ ไม่ต่างอะไรไปจากร่างของมนุษย์ที่ประสบอุบัติเหตุหรือที่เรียกว่าตายโหง ทว่า...
        “เหนื่อยแล้ว….. พอแล้ว….. ถึงเวลาแล้ว….. เธอจะต้องมาเฝ้าแทนพวกเรา….” ร่างเหล่านั้นค่อยๆเดินเข้ามาหาอิริยาอย่างจากรอบทิศ
        “ไม่นะ” เด็กสาวพูดด้วยสีหน้าหวาดกลัว

        “เธอต้องมาแทนเรา!!!”

        “กรี๊ดดด!!!”

        “ญาญ่า ญาญ่า” เสียงที่พังคุ้นหูดังขึ้นซึ่งนั่นเป็นเสียงของเพื่อนๆเธอเอง
อิริยาลืมตาตื่นขึ้นมาและพบว่าตอนนี้เธอนอนอยู่บนเตียงในห้องพยาบาลโดยมีเพื่อนสนิททั้งสองนั่งอยู่ใกล้ๆ
        “เฮ้ เป็นอะไรรึเปล่า ชั้นเป็นห่วงแกมากเลย” เด็กสาวคนหนึ่งที่สวมพูดขึ้นพรางมองมายังอิริยาด้วยความเป็นห้วง
        “เป็นอะไรมากมั้ยญาญ่า” เด็กสาวอีกคนที่อยู่ใกล้ๆก็ถามขึ้นเช่นกัน
        “เอ่อ ขอบใจมากนะพวกแก เราไม่เป็นอะไรแล้วแหละ” อิริยาตอบพรางก้มหน้าและทำหน้าเหมือนกำลังวิตกกังวลอะไรบางอย่าง
        “แหม ตอบแบบที่สีหน้าไม่ให้เลยนะ” เด็กสาวคนที่สวมแว่นในกลุ่มพูดและหยอกเย้าอิริยาอย่างสนุกสนาน ทุกคนมีสีหน้าร่าเริงแจ่มใสยกเว้นอิริยาเท่านั้นซึ่งสีหน้าของเธอดูจะกังวลนิดๆแต่ก็แสร้งยิ้มกลบเกลื่อนเรื่องที่เกิดขึ้น

        “คุณพระคุณเจ้า ขอให้มันไม่เป็นความจริงด้วยเถิด สาธุ….. ”

…………………………………………..

        ที่ร้าน Kirin’s doll ตอนนี้คิรินทร์เจ้าของร้านกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะเคาเตอร์หน้าร้าน สายตาขมักเขม้นกับงานที่ตนเองกำลังทำซึ่งก็คือการขัดพื้นผิวให้ตุ๊กตาบีเจดี
ชายหนุ่มขัดหัวตุ๊กตาด้วยกระดาษทราย ระหว่างที่ขัดไปนั้นก็พรางคิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นสดๆร้อนๆแม้ว่าตอนนี้จะเลยมาถึงช่วงบ่ายแล้ว สีหน้าของชายหนุ่มมีอาการวิกตกังวลเล็กน้อยในระหว่างที่ทำงาน แต่ทว่า
นายตำรวจนายหนึ่งได้เดินเข้ามาในร้านพร้อมกับถือซองเอกสารสีน้ำตาลมาด้วย คิรินทร์จำนายตำรวจคนนี้ได้เพราะเพิ่งให้ปากคำไปเมื่อเช้า และที่เครื่องแบบของเขาเองก็มีชื่อเขียนแปะอยู่ เขาคือ ร.ต.อ ฉัตรชัย
        “สวัสดีครับคุณคิรินทร์” ร.ต.อ ฉัตรชัยกล่าวทักทายขึ้น
        “สวัสดีครับ” คิรินทร์กล่าวทักทายตอบ ปล่อยมือจากสิ่งที่ทำอยู่และทำท่าจะลุกขึ้น
        “โอ๊ะ ไม่ต้องครับเดี๋ยวผมยกเอง” ร.ต.อ ฉัตรชัยพูดเมื่อเห็นชายหนุ่มทำท่ากำลังจะเดินไปยังจุดที่มีเก้าอี้ นายตำรวจจึงเดินไปยกเก้าอี้เองด้วยมือข้างเดียว เมื่อนายตำรวจยกเก้าอี้มาที่หน้าโต๊ะแล้วทั้งคู่ก็นั่งลงตามเดิม
นายตำรวจยิ้มนิดๆ รอยยิ้มนั้นดูเป็นรอยยิ้มที่เป็นมิตรก็จริงแต่ก็แอบแฝงเลศนัยเอาไว้ คิรินทร์สัมผัสได้ถึงความกดดัน ชายหนุ่มได้แสดงออกมาทางสีหน้าอย่างชัดเจน
        “มีธุระอะไรเหรอครับคุณตำรวจ” คิรินถาม แต่ดูเหมือนว่านายตำรวจจ้องเขาด้วยสายตาที่เหมือนกำลังเดาความคิดของชายหนุ่มอยู่
        “ผมต้องการจะให้คุณช่วยในการสืบคดีครับ” ร.ต.อ ฉัตรชัย พูดขึ้น คิรินทร์ถึงกับทำหน้าประหลาดใจเมื่อได้ยินคำพูด
        “เอ๋ คดีอะไรเหรอครับ” คิรินทร์ถามอย่างสงสัย
        “ก็เหตุการณ์เมื่อเช้าไงครับ” ร.ต.อ ฉัตรชัยพูดพรางเอามือขึ้นมาวางบนโต๊ะ
        “มันเป็นอุบัติเหตุไม่ใช่เหรอครับ” คิรินทร์พูดแย้ง นายตำรวจยิ้มนิดๆแล้วตอบว่า
        “ครับ ดูผิวเผินมันก็เหมือนจะเป็นอุบัติเหตุ แต่…. มันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างงั้นก็ได้ คุณคิดเหมือนผมรึเปล่า” ร.ต.อ ฉัตรชัยพูดขึ้น คิรินทร์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาของชายหนุ่มจดจ้องไปยังนายตำรวจเหมือนว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ที่คงจะเป็นความคิดที่ไม่ไว้ใจเป็นแน่แท้ นายตำรวจสังเกตุดังนั้นจึงได้พูดต่อไปอีกว่า
        “ผมพบสิ่งผิดปกติในประสบอุบัติเหตุในครั้งนี้ก็เลยมีความคิดว่ามันอาจจะไม่ใช่แค่อุบัติเหตุ” ร.ต.อ ฉัตรชัยพูดพรางเอามือประสานกันและเขยิบหน้าเข้ามา
        “จาการสืบสวนทำให้ผมพบว่ารถตู้โดยสารคันนี้วิ่งอัดก๊อบปี้ใส่เสาใต้สะพานลอยอย่างเต็มกำลัง ไม่มีการเบรกหรือแม้แต่การหักหลบเลยแม้แต่น้อย แปลกมั้ยครับ คุณคิดว่าไง”
        “รถสายเบรกถูกตัดงั้นเหรอ ผมคิดว่าจากสาเหตุนี้ก็เป็นไปได้ที่จะเกิดอุบัติเหตุจากความจงใจ แต่มันก็ไม่มีเหตุผลอยู่ดีที่จะมาตัดสายเบรกรถตู้โดยสาร และแน่นอน เราตรวจสอบมาหมดแล้วว่าสภาพรถปกติดีทุกอย่าง” ร.ต.อ ฉัตรชัยพูด คิรินทร์เหมือนจะคิดอะไรได้ ดังนั้นชายหนุ่มจึงมองตานายตำรวจหนุ่มใหญ่พรางพูดขึ้นมาว่า
        “คุณที่รู้ถึงความผิดปกติดีก็น่าจะสืบคดีนี้เองได้ ทำไมต้องให้ใครก็ไม่รู้อย่างผมมาช่วยคุณล่ะ” คิรินทร์พูด แววตาของชายหนุ่มจดจ้องไปยังนายตำรวจเสมือนเขารู้ว่านายตำรวจมีจุดประสงค์แอบแฝงที่ตัวชายหนุ่มเองไม่ค่อยจะยินดีนักหากจะต้องทำตาม นายตำรวจเพมื่อได้ฟังดังนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างเปิดเผย
        “เพราะผมเคยได้ยินข่าวลือของคุณที่ว่าคุณมีสัมผัสที่หกหรือ….. ญาณอาถรรพ์หรืออะไรเทือกนั้น” ร.ต.อ ฉัตรชัยกล่าว คิรินทร์เริ่มทำหน้าคิ้วขมวด
        “ถ้าคุณกำลังจะพูดถึงเรื่องเหลวไหลไร้สาระอย่างภูติผีปิศาจหรือไสยศาสตร์แล้วล่ะก็ ผมขอผ่านนะครับ” คิรินทร์รีบตอบกลับ ร.ต.อ ฉัตรชัยเมื่อได้ฟังจึงหัวเราะเบาๆ
        “แหม ผมยังไม่ได้บอกคุณเลยนี่ครับว่าคดีครั้งนี้จะเกี่ยวข้องกับเรื่องแบบนี้” ร.ต.อ ฉัตรชัยพูดขึ้น สายตาคู่นั้นยังคงจดจ้องไปยังคิรินทร์อยู่ไม่ขาดสาย
        “ผมแค่สงสัยสิ่งที่อยู่ในภาพนี้เฉยๆ คุณเห็นว่าไง” ร.ต.อ ฉัตรชัยพูดพร้อมกับแกะห่อเอกสารที่เขาเอามาด้วย และหยิบภาพหลักฐานหลายภาพที่บันทึกโดยกล้องวงจรปิดของร้านค้าที่อยู่ใกล้เคียงออกมาซึ่งทำให้ชายหนุ่มถึงกับชะงักไป
ในภาพปรากฎกลุ่มควัณดำรูปร่างประหลาดลักษณะคล้ายมือมนุษย์จับต้องที่รถยนต์
        “นี่มัน!!!” คิรินทร์ตะลึงกับภาพถ่ายภาพถ่ายเหล่านี้แทบทุกใบเพราะแต่ล่ะภาพนั้นปรากฎรูปร่างที่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจน ซึ่งมันเป็นรูปมือมนุษย์
        “คุณคิดจะเล่นตลกอะไรกันครับคุณตำรวจ ภาพเหล่านี้ผ่านการตรวจสอบมาอย่างละเอียดแล้วเหรอ!” คิรินทร์ถามอย่างอารมณ์เสีย ชายหนุ่มเหมือนกำลังพยายามหาเหตุผลมาแย้ง นายตำรวจเห็นดังนั้นเลยยิ้มตอบ
        “ภาพนี้เป็นภาพที่บันทึกได้เมื่อเช้าแน่นอนครับ และคงไม่มีใครบ้าจี้มาแกล้งตัดต่อภาพในเหตุการณ์ร้ายแรงแบบนี้หรอก” ร.ต.อ ฉัตรชัยถือภาพภาพหนึ่งขึ้นมาชูให้ดู “เพราะอย่างงี้ไง ผมจึงต้องการให้คุณเข้ามาช่วยในการสืบหาข้อเท็จจริงที่อธิบายปรากฏการณ์นี้” นายตำรวจมองหน้าคิรินทร์พรางยิ้มอย่างมีเลศนัย
        “แล้วทำไมต้องเป็นผมด้วยล่ะ” คิรินทร์ถามอย่างสงสัยพรางมองหน้านายตำรวจหนุ่มใหญ่
        “เพราะมีคนเค้าลือกันว่าคุณน่ะมีสัมผัสพิเศษไงล่ะ ซึ่งความสามารถนั้นอาจจะเป็นประโยชน์ให้แก่ทางตำรวจก็ได้” ร.ต.อ ฉัตรชัยตอบ
        “คุณเชื่อเรื่องเหลวไหลแบบนี้ด้วยเหรอ” คิรินทร์ถาม นายตำรวจยิ้มนิดๆพรางเก็บรูปถ่ายเข้าซองเอกสาร
        “ก็พอๆกับเชื่อเรื่องข่าวลือของพวกชาวบ้านแหละครับ ข่าวลือที่ว่าพักนี่มีอาถรรพ์เกิดขึ้นแบบไม่เว้นวัน ซึ่งดูเหมือนว่ามันจะทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นตามนั้นจริงๆ ผมว่าคดีนี้มันเป็นคดีที่น่าพิศวงและท่าทายความเป็นตำรวจของผมดี และผมก็อยากจะทำในสิ่งที่ควรทำเพราะเหตุการณ์นี้อาจจะเกิดขึ้นกับใครก็ได้ซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้งผมและคุณ” ร.ต.อ ฉัตรชัยพูด คิรินทร์นิ่งเงียบไปเมื่อได้ฟังคำพูดนั้น ร.ต.อ ฉัตรชัยสังเกตุดังนั้นจึงพูดต่ออีกไปว่า
        “ผมมีเหตุผลที่ทำให้ผมเชื่อเรื่องข่าวลือของชาวบ้านครับ” นายตำรวจเอามือค้ำคางตนเอง “ผมเพิ่งจะได้รับรายงานมาว่ามีเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นในเขตปริมนฑล แต่ว่าโชคดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิต มีคนอ้างว่าเห็นวัตถุหรืออะไรก็ตามแต่ที่ลึกลับเหนือคำอธิบายของวิทยาศาสตร์ก่อนที่จะเกิดเหตุซึ่งในปีก่อนช่วงวันเดือนปีที่ใกล้เคียงกันนี้ก็มีเหตุการณ์ในทำนองเดียวกันเกิดขึ้น” นายตำรวจพูด
        “เป็นไปได้หรือไม่ว่าสิ่งเหล่านี้คือสาเหตุของอุบัติเหตุร้ายแรง และถ้าเป็นอย่างงั้นจริง มันเกิดขึ้นได้ยังไง” ร.ต.อ ฉัตรชัยพูด แววตาของนายตำรวจจดจ้องมายังคิรินทร์อย่างมีเลศนัยทำเอาอีกฝ่ายสะท้าน
        “คุณจะร่วมมือหรือไม่อันนี้ก็แล้วแต่ แต่ไม่ว่าจะยังไงผมก็ได้ขอร้องคุณไปแล้ว อย่างน้อยที่สุดคุณคงไม่อยากจะเห็นใครตายต่อหน้าอีกแน่”

        …………………………………………..

        กลางดึกคืนนั้น
        “เฮ่อ ต้องเข้ามาพัวพันกับเรื่องแบบนี้อีกจนได้” คิรินทร์คิดในใจพรางมองลอดหน้าต่างออกไปซึ่งในตอนนี้เขาอยู่บนชั้นสองของตึก Kirin’s Dollfie ร้านค้าของตนเอง ภายในห้องปิดไฟมืด มีเพียงแสงไฟจากไฟริมถนนเท่านั้นที่ส่องเข้ามาทำให้บรรยากาศดูน่ากลัวขึ้น
        “ตำรวจคนนั้นก็กลยุทธการพูดซับซ้อนดีทั้งๆที่แท้จริงแล้วสายตาหมอนั่นบ่งบอกว่าเขาแค่อยากจะพิสูจน์สิ่งลี้ลับเท่านั้น ไม่ได้คิดจะสืบคดีนี้จริงๆ” คิรินทร์คิดในใจพรางมองออกไปยังโคมไฟริมถนนที่ส่องแสงสีเหลืองอ่อนเรื่องรองด้านนอกหน้าต่าง
        “และก็เรื่องแปลกประหลาดในครั้งนี้ด้วย เราไม่รู้สึกเฉลียวใจในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ในตอนแรก แต่ก็มีเรื่องแปลกที่อยู่ๆเด็กนักเรียนคนนั้นก็กรีดร้องและหมดสติไป….” ชายหนุ่มครุ่นคิด
        “มันจะเกี่ยวข้องกับบางสิ่งบางอย่างที่เรารู้สึกมั้ยนะ…..” ชายหนุ่มคิดพรางเอามือค้ำหัวแหงนตัวเอนพิงเก้าอี้

        “….. แกถามว่าทำไมข้าจะต้องทำอย่างงี้สินะ…..”

        …………………………………………..

        บริเวณจุดเกิดเหตุ คิรินทร์ตอนนี้อยู่นอกร้านและเดินออกมาสำรวจบริเวณที่เกิดอุบัติเหตุ แสงไฟริมถนนยามราตรีส่องสะท้องกับพื้นคอนกรีต บริเวณพื้นและถนนมีกองดินอยู่เป็นหย่อมๆที่เจ้าหน้าที่โรยไว้กลบคราบเลือด ชายหนุ่มมองดูอย่างสลดก่อนจะเดินตรงไปยังเสาหินขนาดสี่คนโอบที่มีรอยปูนแตกกระเทาะออกมาเป็นแผ่นเผยให้เห็นโครงเหล็กข้างใน
คิรินทร์เอามือไปจับที่โครงเหล็กเบาๆและในระหว่างนั้นเอง
เขาเหลือบไปเห็นเงาปริศนาของมนุษย์กระโดดข้ามกำแพงโรงพยาบาลออกมาโดยอาศัยตู้โทรศัพท์เป็นที่กันบัง
        “ใครน่ะ!!!” คิรินทร์ตะโกนและวิ่งไปหาอย่างรวดเร็ว อีกฝ่ายตกใจและพอรู้ว่ามีคนวิ่งเข้ามาก็รีบหันหลังและวิ่งหนีอย่างรวดเร็ว
        “หยุดนะ!!!” คิรินทร์ตะโกนขึ้น แต่คนน่าสงสัยได้วิ่งหนีข้ามถนนใหญ่ไปแล้ว คิรินทร์จึงวิ่งตามไปอย่างรวดเร็วแต่ทว่ามีรถสวนมาทำให้ชายหนุ่มเสียหลักไปนิด คนต้องสงสัยจึงได้โอกาสหนีทิ้งระยะห่างมากขึ้น แต่คิรินทร์ไม่ยอมแพ้ เขาใช้มือแตะกระโปงรถและกระโดดข้ามรถยนต์ไปยังฟุตบาทและไล่ตามไปอย่างรวดเร็ว
คนน่าสงสัยเลี้ยวเข้าซอยในตลาดซึ่งค่อนข้างเปลี่ยวและมืดมากเพราะพวกแม่ค้ากลับไปหมดแล้ว ไม่มีไฟหลอดไหนในตลาดแห่งนี้ที่เปิดอยู่เลยซักหลอดซึ่งตำแหน่งที่ตั้งของตลาดอยู่ในซอยที่ขนาบไปด้วยตึกสูงๆยิ่งทำให้มันมืดและเปลี่ยวยิ่งขึ้น
คนน่าสงสัยพยายามวิ่งซิกแซกไปมาตามซอยเพื่อหลบคิรินทร์ซึ่งวิ่งตามมาอย่างไม่ลดล่ะ กระโดดข้ามข้าวของและปืนขึ้นไปบนโต๊ะเพื่อที่จะมุดผ่านชั้นวางของในตลาดออกไปอีกฟาก แต่ว่าคิรินทร์ก็สามารถไล่ตามไปได้อย่างคล่องแคล่วยิ่งกว่า
การวิ่งไล่จับที่เหมือนแมวจับหนูยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆซึ่งคิรินทร์ไม่เปิดโอกาสให้คนน่าสงสัยล่ะออกไปจากสายตาทำให้คนน่าสงสัยไม่มีโอกาสหาที่กันบังเพื่อหนี ดังนั้นคนน่าสงสัยจึงผลักข้าวของล้มลงเพื่อขัดขวางคิรินทร์ไม่ให้ตามมา แต่ว่าชายหนุ่มกระโดดข้ามข้าวของที่หกกระจายเกะก่ะเกลื่อนทางได้ในคราวเดียวและไล่ตามไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่งในที่สุดคนน่าสงสัยก็วิ่งมาเจอทางตัน
        “หมดทางหนีแล้วสินะ แกเป็นใครกันแน่” คิรินถามขึ้น คนน่าสงสัยยังคนยืนเงียบ ทว่าเขาก็ค่อยๆหันหน้ามายังคิรินทร์ซึ่งประจวบกับความสว่างจากแสงไฟของรถที่แล่นผ่านมานั้นทำให้ชายหนุ่มพอจะเห็นภาพได้ และสิ่งที่ปรากฎต่อสายตาของชายหนุ่มก็คือ

        ใบหน้าที่แหลกเละเต็มไปด้วยเลือด ดวงตาถลนโปน ฟันเหยิน หัวแตกสมองไหล เป็นใบหน้าของคนที่ประสบอุบัติเหตุตายอย่างสยดสยอง

        คิรินทร์อึ้งไปขณะหนึ่ง ผีตนนี้ทำท่าจะหนี คิรินทร์ซึ่งตั้งสติได้รีบคว้าแขนของผีตนนี้เอาไว้อย่างรวดเร็ว ผีจึงหันมาจ้องด้วยดวงตาถลนโปนอีกครั้งแต่ทว่าถูกชายหนุ่มชกเข้าไปเต็มๆที่ใบหน้าหนึ่งที
        “อ๊อก!!!”
ผีตนนี้เซไถล
        “ความรู้สึกนี้มัน...” คิรินทร์คิดใจใจและทำท่าเตรียมจะชกเข้าไปอีกหมัด ผีตนนี้ก็รีบยกมือขึ้น
        “เหวอออ ยอมแล้ว ผมยอมแล้ว อย่าชกโผมมมม!!!” เสียงของเด็กหนุ่มคนหนึ่งดังออกมาจากปากของผีตนนี้ขณะเดียวกับที่คิรินทร์ง้างหมัด เขาจึงหยุดและค่อยๆเดินเข้ามาหา ‘ผี’ ตนนี้
        “แกเป็นใคร” คิรินทร์ถามด้วยน้ำเสียงที่ดูปกติขึ้น ฝ่ายผีจึงรีบถอดใบหน้าออกซึ่งมันเป็นเพียงหน้ากากผีเท่านั้นเพราะใบหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากเป็นของเด็กหนุ่มธรรมดาๆคนหนึ่งผมสั้นสไตล์เกากลีซึ่งกำลังหยิบแว่นในกระเป๋าหลังจากที่ถอดหน้ากากผีออกแล้ว
        “ผมชื่อการเวก เป็นนักศึกษาแพทย์ของโรงพยาบาลเมโมเรียลครับ” เด็กหนุ่มพูดพรางเอามือหยิบแว่นตาออกมาจากกระเป๋า เช็ดแว่นและเอามาสวม
        “นักศึกษาแพทย์งั้นเหรอ แล้วเธอมาทำอะไรลับๆล่อๆอย่างเช่นปีนกำแพงโรงพยาบาลและที่สำคัญพยายามจะวิ่งหนี รู้รึเปล่าว่านั่นเป็นการกระทำที่แสดงออกถึงความมีพิรุธ และไหนจะหน้ากากผีนั่นอีก” คิรินทร์พูดเหมือนพยายามจะสั่งสอน เด็กหนุ่มสวมแว่นได้แต่ก้มหน้าผงกยอมรับสิ่งที่ตัวเองทำ
        “เอ่อ ผมมาสืบอะไรนิดๆหน่อยๆน่ะครับ” การเวกตอบ แววตาของคิรินทร์ดูเยือกเย็น เขาส่งยิ้มด้วยรอยยิ้มที่ดูเยือกเย็นไปยังเด็กหนุ่มสวมแว่นทำเอาเด็กหนุ่มสะท้าน
        “งั้นเราไปคุยกันข้างนอกดีกว่า ที่นี้ไม่ค่อยเหมาะ” คิรินพูดขึ้น

        …………………………………………..

        ที่หน้าโรงพยาบาลเมโมเรียล ตอนนี้คิรินทร์และเด็กหนุ่มน่าสงสัยการเวกยืนอยู่ด้วยกัน คิรินทร์ยังคงจ้องหน้าเด็กหนุ่มสวมแว่นด้วยสายตาที่เยือกเย็นตามเคย เด็กหนุ่มสวมแว่นดูท่าจะเกร็งเล็กน้อย ทั้งคู่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
        “หน้ากากผีสวยดีนะ” คิรินทร์พูดขึ้นพร้อมกับมองดูหน้ากากผีที่การเวกถืออยู่
        “เอ่อ ขอบคุณครับ” การเวกตอบอย่างกล้าๆกลัวๆ
        “ทำขึ้นมาเองสินะ ฝีมือใช่ได้เลยการเวก ขอดูหน่อยได้มั้ย” คิรินทร์ถามด้วยน้ำเสียงที่ดูเป็นมิตรขึ้นพร้อมเดินเข้ามาหา เด็กหนุ่มสวมแว่นจึงยื่นหน้ากากผีส่งให้คิรินทร์
        “ขอยอมรับเลยว่าฝีมือใช่ได้เลย เหมือนจริงมากๆ ถ้าเป็นฉันคงทำไม่ได้แบบนี้” คิรินทร์พูดชม เด็กหนุ่มถึงกับหน้าแดงเมื่อได้ฟังคำพูดนี้
        “แหมคงไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ และผมก็สู้พี่ไม่ได้หรอกในเรื่องนี้” การเวกตอบแบบขวยเขิน คิรินทร์ยิ้มนิดๆเมื่อได้ยินคำพูด และทั่งคู่ก็นิ่งเงียบไปอีกครู่หนึ่ง
        “เอ่อ พี่คิรินทร์ใช่มั้ยครับ เจ้าของร้านดอลที่อยุ่ทางนู้น” การเวกพูดพรางชี้นิ้วไปยังร้านของคิรินทร์ที่อยู่ข้างโรงพยาบาลห่างออกไปราวๆร้อยเมตร สีหน้าของเด็กหนุ่มผู้สวมแว่นตาดูจะไร้เดียงสาในตอนนี้ คิรินทร์มองตามที่ชี้และหันมามองตาการเวกเหมือนเดิมด้วยสายตาที่ดูเป็นมิตรขึ้น
        “ครับ” คิรินทร์ตอบพรางยิ้มนิดๆ แต่ว่าเด็กหนุ่มคนนี้เมื่อได้ฟังคำตอบก็ทำสีหน้าตื่นเต้นเสมือนคนที่ได้เจอดาราศิลปินที่ตนชื่นชอบมายืนตรงหน้า
        “จริงเหรอครับ ผมชื่นชมพี่มาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ที่พี่เคยออกรายการเกี่ยวกัยศิลปะรายการหนึ่ง” การเวกพูดพร้อมกับกุมมือสองข้างที่หน้าอก มองคิรินทร์เหมือนเป็นดาราที่หลงไหลมานาน
        “อ้อ รายการเมื่อตอนนั้นนั่นเอง” คิรินทำหน้าเหนื่อยๆ
        “ผมชอบพี่มากๆครับ” เด็กหนุ่มสวมแว่นพูดและมองคิรินทร์ด้วยสายตาที่เป็นประกาย
        “เอ๋” คิรินทร์ทำหน้าประหลาดใส่แต่เด็กหนุ่มสวมแว่นยังคงจ้องมองเขาด้วยสายตาเช่นเดิม
        “ผมชอบพี่มากๆ และพอได้ยินว่าพี่ทำบริษัทตุ๊กตา ผมยิ่งรู้สึกตื่นเต้น” เด็กหนุ่มสวมแว่นพูดและยื่นหน้าเข้ามาหาซึ่งคิรินทร์ถอยหน้าตามจังหวะ
        “อ๊ะจริงสิ ผมอยากจะให้พี่ดูนี่” การเวกหยิบการดาษแผ่นหนึ่งออกมาซึ่งเป็นภาพตัวการ์ตูนใส่ชุดแนวโลลิต้าโกธิคและชุดแบบวาบหวิวอีกเป็นเซ็ต
        “ผมวาดเองเลยนะ ถ้าออกแบบชุดตุ๊กตาแบบนี้ได้ก็ต้องสุดยอดแน่” การเวกพูดขึ้น คิรินทร์ถอนหายใจ
        ‘ก็โอตาคุดีๆแหละว้า…. โอตาคุเรียนแพทย์’ คิรินทร์คิดในใจ แต่ดวงตาของเด็กหนุ่มสวมแว่นยังคงจดจ้องมายังชายหนุ่มไม่กระพริบ
        “ก็สวยดีนะครับ มีฝีมือขนาดนี้ ถ้าไม่มีงานทำเดี๋ยวพี่จะรับเข้ามาเป็นผู้ช่วย” คิรินตอบแบบเล่นๆ แต่ว่าการเวกกลับทำตาโตด้วยความดีใจ
        “ว้าว จริงเหรอ งั้นถ้าผมตกลงจะทำงานกับพี่พี่ก็จะรับใช่มั้ย” เด็กหนุ่มสวมแว่นถามด้วยความตื่นเต้น ทำเอาคิรินทร์ผงะด้วยความงง
        “เธอเป็นนักศึกษาแพทย์ไม่ใช่เหรอ” คิรินทร์ถาม การเวกพยักหน้าอย่างรวดเร็ว
        “ใช่ครับ แต่จริงๆแล้วผมชอบศิลปะแต่แม่บอกให้เรียนหมอ แต่ก็โชคดีสำหรับผมที่เกิดมาเป็นคนความจำดีผมเลยสามารถเรียนในสิ่งที่แม่อยากให้เรียนโดยที่ยังมีเวลาให้กับสิ่งที่ผมชอบได้” การเวกตอบ คิรินทร์เมื่อได้ฟังก็ถอนหายใจยาวๆ
        ‘อ้อเข้าใจล่ะ มิน่าล่ะจึงทำหน้ากากผีออกมาได้สมจริงขนาดนั้น’ คิรินทร์คิดในใจในขณะที่เด็กหนุ่มสวมแว่นคนนี้ยังคงมองเขาด้วยสายตาเป็นประกายเหมือนเดิม
        “พี่คิรินทร์ครับ ไม่ได้โกหกใช่มั้ยครับที่จะให้ผมร่วมงานด้วยน่ะ” การเวกถาม
        “ก็โอเคนะ ถ้าเธอต้องการ แต่ว่าตอบพี่หน่อยได้มั้ยว่าทำไมจึงทำอะไรลับๆล่อๆอย่างปีนข้ามกำแพงโลงพยาบาล แล้วไหนจะหน้ากากนั่นอีก” คิรินทร์ถามขึ้นพรางมองหน้าการเวก เด็กหนุ่มสวมแว่นยิ้มและตอบว่า
        “ผมมาค้นหาข้อมูลครับ” การเวกตอบ
        “อะไรน่ะ”
        “ข้อมูลสำหรับทำรายงาน บังเอิญว่าผมเพลินไปหน่อยและมัวแต่หลบรปภเลยทำให้ออกมาช้าไปหน่อยและไม่ต้องการให้ใครรู้เลยปีนกำแพงออกมา” เด็กหนุ่มสวมแว่นตอบ
        “แล้วทำไมต้องสวมหน้ากากผีล่ะ” คิรินทร์ถามขึ้น การเวกยิ้มและตอบว่า
        “พี่รู้จักเทศกาลฮัลโลวีนหรืองานปล่อยผีของฝรั่งใช่มั้ยครับที่คนจะแต่งตัวเป็นผีเพื่อหลอกผีว่าเป็นพวกเดียวกับมันเพื่อที่จะได้ไม่ถูกทำร้าย บังเอิญว่าช่วงนี้มีข่าวลือแปลกๆเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้อยู่ ผมก็เลยต้องใช้หน้ากากผี” การเวกตอบ
        “เธอนักศึกษาแพทย์เชื่อเรื่องพรรค์นี้ด้วยเหรอ” คิรินทร์ถามขึ้น
        “ครับ และพวกเราก็อยู่ในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องแบบนี้มาตั้งแต่แรกแล้วด้วย ไม่อย่างงั้นคงจะไม่มีพิธีบูชาครูใหญ่ของนิติเวช” การเวกตอบพร้อมรอยยิ้มที่ดูเจ้าเล่ห์
        “ชาวบ้านเค้าลือกันให้แช่ดตั้งแต่เมื่อปีที่แล้วว่ามีอาถรรพ์เกิดขึ้น” เด็กหนุ่มสวมแว่นพูดพร้อมกับหันหลังให้คิรินทร์และเงยหน้าขึ้นมองพระจันทร์ที่ถูกเมฆหมอกบดบังจนเกือบจะมืดมิด คิรินทร์ตีสีหน้าจริงจัง
        “ชื่อของมันคือตัวตายตัวแทน” เด็กหนุ่มสวมแว่นพูดขึ้น

        …………………………………………..
1

จำนวน

  • Judiz

Translated Thai by Jaideejung007(Thzaa.com)

TOP

แวะเข้ามาเยี่ยมชมครับ
เนื้อเรื่องน่าสนดี ชอบคำว่า "คู่ขนาน" นะ  ผมก็คิดอะไรที่เป็นคู่ขนานล่ะ ^^
ระวังคำผิดหลาย ๆ คำครับ (เท่าที่สแกนผ่าน เยอะมาก)
และก็ตัวย่อนั้น ร.ต.อ.  น่าจะอธิบายไว้ว่าคือยศร้อยตำรวจเอกนะ คือใช้ตัวย่อได้แต่คนอ่านต้องเข้าใจความหมายด้วย
อารมณ์ประมาณ "นายตำรวจใหญ่ยศร้อยตำรวจเอกนั้น...บลา ๆๆๆๆ" อะไรประมาณเนียะ
เห็นว่าแต่งจบแล้ว ก่อนลงกระทู้ตรวจทานอักษรอีกรอบก็ดีนะครับ ^^
และระวังเรื่องการย่อหน้าก็ดีครับ เพราะไม่มีย่อหน้าตรงช่วงบทบรรยายเลย น่าเสียดาย

ปล.แอบฮาโรงเรียนสาธิตอินทรปัญญา คือนึกถึงเพื่อนผมน่ะ
นามสกุล "อินทร์ปัญญา" <<หน้าเพื่อนลอยเข้าหัวมาเลยตอนอ่าน
1

จำนวน

  • Dracula

Translated Thai by Jaideejung007(Thzaa.com)
ไม่ต้อนรับพวกอวดดี

TOP

ขอบคุณครับ เรื่องคำผิดเห็นจะมีแต่ตัวอักษรที่ตกหล่นไปต้องขอโทษด้วยในเรื่องนี้ ส่วนย่อหน้ากับเว้นวรรคมันหายไปหมดในตอนนำมาลงกระทู้ครับ ผมโลเทคโนโลยี ไม่รู้ว่าจะแก้ยังไงเหมือนกัน ส่วนคำว่า ร.ต.อ. ถ้าติดอ้างอิงได้ก็อยากจะติดเอาไว้อยู่เหมือนกันครับ แบบประมาณว่าอ้างอิงถึงคำที่มีความหมายเฉพาะ(ยังมีคำที่มีความหมายเฉพาะในเรื่องนี้อีกเพียบ) เพราะว่าในเรื่องนี้ยังให้ตัวละครตัวนี้มีบทอีกเยอะ ถ้าเขียนยศเต็มๆเกรงว่ามันจะยืดยาวจนเกินไป เอาเป็นว่าครั้งต่อไปผมจะเปลี่ยนเป็นแนะนำยศแบบเต็มๆในช่วงแรกที่มีการเอ่ยถึงชื่อตัวละครครับ แต่ไม่ว่าจะยังไงผมเห็นว่ารูปประโยคในช่วงที่มีคำพูดหรือคำอธิบายยาวๆของนิยายนี้ยังไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร เพราะมันดูรวบรัดไปนิดครับ

แต่ยังไงก็ขอขอบคุณที่เข้ามาติชมนะครับ
1

จำนวน

  • Oct

Translated Thai by Jaideejung007(Thzaa.com)

TOP

เนื้อเรื่องดีครับ ลำดับเหตุการณ์ได้น่าสนใจดี น่าเสียดายที่ไม่ค่อยเห็นคนมาเม้น(หรือเค้าซึนเดเระกันหว่า) 555 ส่วนเรื่องปัญหาก็อย่างที่คห 4 บอกครับ ตรวจเรื่องคำที่ตกหล่นซักนิด เข้าใจว่านิยายที่อยู่ระหว่างการเรียบเรียงก็คงมีปัญหาแบบนี้ทุกเรื่องไป 555

สุดท้ายผมขอสมัครเป็นผู้ติดตามนิยายนะครับ เรียบเรียงเสร็จแล้วเอามาอัพหน่อยนะครับ 555
Translated Thai by Jaideejung007(Thzaa.com)

TOP

ท่านวาดรูปงามมาก ไปเห็นในกระทู้ใน Fan Art มาแล้ว เห่อๆ ที่เห็นในดิสนั่นท่านวาดเองป่ะครับ ใช่รูปตัวละครในนิยายป่ะ 555 ผมคิดว่าน่าจะวาดรูปแนะนำตัวละครและภาพประกอบสำหรับบางฉากนะครับ เห็นด้วยมั้ยครับ
Translated Thai by Jaideejung007(Thzaa.com)

TOP

ขอบคุณครับท่าน Judiz อันที่จริงผมกำลังพิจารณาอยู่ว่าจะเอานิยายมาลงต่อดีหรือไม่เพราะที่กระผมโพสต์หนึ่งในนิยายของตนเองก็เพื่อขอความคิดเห็นจากท่านๆล่ะหนึ่งเหตุผล เหตุผลที่สองก็คืออยากจะรู้ว่าถ้ามาลองโพสต์นิยายในที่แบบนี้แล้วจะได้รับผลตอบรับยังไง

สรุปก็คือ สิ่งที่กระผมกำลังทำมันดันไปคล้ายกับในลิงค์นี้ครับ
http://www.facebook.com/photo.ph ... p;type=1&ref=nf

ขอบคุณที่ท่านสนใจในผลงานของกระผม ถ้าท่านอยากจะติดตามเดี๋ยวผมจะหาบล็อคดีๆมาอัพลงและเจกลิงค์ให้ท่านครับ

นิดนึงเกี่ยวกับรูปดิสของผม ไม่ใช่ตัวละครในนิยายตอนนี้หรอกครับ ผมออกแบบเอาไว้สำหรับงานอื่นๆครับ ฮ่าฮ่าฮ่า
1

จำนวน

  • Judiz

Translated Thai by Jaideejung007(Thzaa.com)

TOP

กลับไปยังรายบอร์ด