Posted Wednesday, October 3, 2012
มือปราบ (ป่วน!) โลกวิญญาณ 3 ตอน ชั้นเรียนเชิญวิญญาณ
ชื่อหนังสือ : มือปราบ (ป่วน!) โลกวิญญาณ 3 ตอน ชั้นเรียนเชิญวิญญาณ
ผู้แต่ง :  หลิวอวี่
ผู้แปล : รุ่ยอิง
ภาพประกอบ : ETA
จำนวนหน้า : 264 หน้า
ราคา : 189 บาท
ISBN : 978-616-7027-80-7
วางจำหน่าย : ตุลาคม 2555
 มือปราบ (ป่วน!) โลกวิญญาณ 3 
ตอน
 ชั้นเรียนเชิญวิญญาณ




เขาคือ 'มู่อี้เหิง' มือปราบแห่งโลกวิญญาณเจ้าของฉายา
'เครื่องจักรคลี่คลายคดีที่ปิดไม่ลง'
เธอคือ 'มี๋หย่าจู้' หญิงสาวนักศึกษาธรรมดาๆ แต่ดันมีคำสาปร้าย 
จนได้ฉายา 'ดอกไม้ต้องสาป'
...

เสียงร้องโหยหวนร่ำไห้

ท่ามกลางเปลวเพลงสีแดงเมื่อยี่สิบหกปีก่อน

คืออุบัติเหนุอันน่าเศร้านำมาสู่พิธีกรรมลับ

ที่ต้องการ ร่างและ วิญญาณเป็นเครื่องสังเวย

นักสืบโลกวิญญาณจึงรับอาสา

ด้วยแผนการร้ายที่แม้แต่ปีศาจยังต้องขยาด

ใน ชั้นเรียนเชิญวิญญาณ






ตัวอย่างภาพประกอบ






........................................................

ตัวอย่างเนื้อเรื่อง


           “ช่วยด้วย!

มี๋หย่าจู้ตะโกนขอความช่วยเหลือเสียงดังลั่น

“หึๆ” หวงจื่อซ่านเม้มปากหัวเราะ “ต่อให้ตะโกนจนคอแตกก็...”

“ทำไม เกิดอะไรขึ้น?”

เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของเด็กสาวที่ผูกผ้าพันคอ เมื่อเธอหันกลับไปก็เห็นตำรวจในเครื่องแบบสองนายยืนอยู่ตรงหน้าประตู เมื่อตำรวจทั้งสองนายเห็นว่าทั้งสองฝ่ายกำลังจะมีเรื่องกันจึงเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นกว่าเดิม ตำรวจหนึ่งในนั้นถึงกับหยิบไม้กระบองตรงข้างเอวขึ้นมาถือเตรียมไว้

“คุณตำรวจ พวกนี้คิดจะลักพาตัวและฆ่าคนปิดปากค่ะ!” มี๋หย่าจู้ร้องอุทานด้วยความดีใจ

จู่ๆ เสียงแหวกอากาศดังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับหยดเลือดสาดกระจายไปทั่ว จากนั้นร่างของนายตำรวจคนที่ยืนอยู่ข้างๆ หวงจื่อซ่านก็ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมากุมปากแผลบริเวณลำคอของตัวเองที่มีเลือดไหลออกมาไม่หยุด ร่างกายของเขาสั่นระริกอย่างรุนแรงก่อนจะทรุดลงไปนอนกองกับพื้น

“อย่าขยับ!

ตำรวจอีกนายหนึ่งรีบชักปืนออกมาด้วยความตื่นตระหนก ทว่าหวงจื่อซ่านกลับหัวเราะอย่างไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย เธอเดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วตวัดมือฟันออกไป

ตุบ!

แล้วศีรษะของนายตำรวจคนนั้นก็กลิ้งหลุนๆ ไปตามพื้น พร้อมกับเลือดสีแดงสดที่พุ่งออกจากร่างไร้ศีรษะราวกับน้ำพุก่อนจะเอียงล้มไปทางด้านหลัง

มี๋หย่าจู้ตกใจจนหน้าซีดเผือด เมื่อเห็นหวงจื่อซ่านหันกลับมาจ้องตัวเองเขม็งแบบนั้น นัยน์ตาวาวโรจน์คู่นั้นเย็นเยียบราวกับจะสะกดให้ร่างของเธอแข็งทื่อขยับไปไหนไม่ได้

หวงจื่อซ่านยกมือขึ้นมาเลียเลือดสดๆ ที่เปื้อนนิ้วพลางพูดเน้นทีละคำอย่างช้าๆ

“แล้ว...เธอ...ชอบ...วิธี...ตาย...แบบ...ไหน?”

“แล้วไม่ทราบว่ามีทางเลือกที่สามรึเปล่า?”

เสียงของใครคนหนึ่งดังมาจากทางด้านหลังหวงจื่อซ่าน พอเด็กสาวรู้สึกตัวก็รีบกระโดดพุ่งไปข้างหน้าหลายก้าว ก่อนจะรีบหันหลังกลับมามอง และพบกับชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง หน้าตาหล่อเหลาคมคายกำลังยืนพิงประตูด้วยท่าทางสบายๆ พลางใช้นิ้วก้อยแคะหูตัวเองออกมาเป่าแล้วพูดต่อ

“ปกติวิธีตายสองแบบแรกอาจสร้างความยุ่งยากให้กับสัปเหร่อโดยไม่จำเป็น...ดังนั้นพวกเราน่าจะเลือกวิธีที่เหมาะสมกว่านี้นะ” ชายหนุ่มทำท่าครุ่นคิดจริงจังแล้วเอ่ยต่อ “อืม...ฉันว่าใช้แอปเปิ้ลอาบยาพิษก็ไม่เลวนะ...ไม่ทราบว่าน้องสาวเห็นด้วยรึปล่า?”

“อี้เหิง!” มี๋หย่าจู้อุทานด้วยความดีใจ แต่กลับชักสีหน้าบึ้งตึงอย่างรวดเร็ว “ฉันนัดนายไว้หนึ่งทุ่มไม่ใช่เรอะ? ทำไมเพิ่งมาเอาป่านนี้”

“ถามโง่ๆ” มู่อี้เหิงหัวเราะ “ถ้าพระเอกไม่ปรากฏตัวออกมาในเวลาคับขันก็ไม่เรียกว่าพระเอกน่ะสิ”

มี๋หย่าจู้ชะงักไปครู่หนึ่ง ทำไมตรรกะความคิดในประโยคนี้ถึงฟังดูคุ้นๆ แหะ

หวงจื่อซ่านมองเขาแล้วลอบระวังตัวขึ้นมาทันทีมากกว่าเดิม

ชายหนุ่มซึ่งปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันแผ่รัศมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม แม้ท่าทางภายนอกจะดูสบายๆ แต่กลับสร้างความกดดันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะนายตำรวจสองนายที่เธอฆ่าตายไปเมื่อครู่ กลับกลายเป็นเพียงกระดาษรูปคนที่หัวขาดสองตัว เลือดที่เปรอะไปทั่วบริเวณกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย กระทั่งนิ้วของเธอก็ยังไม่มีรอยเลือดสักหยด

“จัดการมันซะ!

หวงจื่อซ่านออกคำสั่งพวกเจี่ยนซูหาว ขณะชี้ไปทางมู่อี้เหิง ส่วนเธอกลับหันหลังเดินขึ้นบันได

“ไม่มีทาง!” มี๋หย่าจู้รีบวิ่งไล่ตามหวงจื่อซ่านขึ้นบันไดไป ส่วนเจี่ยนซูหาวและคนอื่นๆ ต่างเข้ามาล้อมมู่อี้เหิงตรงหน้าประตูและเริ่มต่อสู้กันจนเสียงดังโครมคราม

ดูเหมือนหวงจื่อซ่านจะมีประสาทรับรู้พิเศษจึงสามารถวิ่งตรงไปยังห้องของเซี่ยเสี่ยวถิงได้ถูกต้องไม่ผิดพลาด แถมยังรวดเร็วว่องไวจนมี๋หย่าจู้ตามแทบไม่ทัน

กระทั่งเมื่อวิ่งไล่ตามจนทัน ก็พบหวงจื่อซ่านแบกร่างของลูกศิษย์ตัวเองที่สลบไว้บนไหล่ แล้วจู่ๆ กระจกหน้าต่างห้องพลันแตกขึ้นมาอย่างกะทันหัน พร้อมกับสัตว์ประหลาดตัวเดิมที่เคยไล่ตามเธอกำลังบินอยู่ด้านนอก

“ฉันจะปล่อยให้เธอมีชีวิตต่อไปอีกสักระยะก็แล้วกัน” หวงจื่อซ่านพูดพลางถลึงตามองมี๋หย่าจู้ด้วยความไม่พอใจจากนั้นก็กระโดดออกไปทางนอกหน้าต่างจับข้อเท้าของสัตว์ประหลาดเอาไว้แน่น ก่อนที่มันจะพาเธอบินหายไปในความมืด

“บ้าชะมัด!” มี๋หย่าจู้กระทืบเท้า สบถด่าออกมาอย่างไม่พอใจ รีบวิ่งลงไปชั้นล่างทันที ไม่ต้องคิดหญิงสาวก็รู้ว่าสถานที่ที่หวงจื่อซ่านมุ่งหน้าไปต้องเป็นอาคารเรียนเก่าๆ แปลกๆ หลังนั้นอย่างแน่นอน

เธอรีบวิ่งลงบันไดไปยังห้องรับแขก พบว่าบริเวณประตูพังระเนระนาด ตู้รองเท้าและราวแขวนพลิกคว่ำกระจัดกระจาย ทว่ากลับไม่มีแม้แต่เงาของพวกเจี่ยนซูหาว เหลือเพียงมู่อี้เหิงนั่งเอนหลังอย่างสบายใจอยู่บนโซฟาห้องรับแขกเพียงลำพัง ราวกับว่าเป็นบ้านของตัวเองอย่างไรอย่างนั้น

“แล้วคนอื่นๆ ล่ะ?” มี๋หย้าจู้รีบถามอย่างสงสัย

“หนีไปแล้ว” มู่อี้เหิงตอบสั้นๆ

“ไม่จริงน่า?” หญิงสาวทำหน้าประหลาดใจ “นายปล่อยพวกเขาทั้งหมดไปทำไม?”

“ไม่งั้นเธอจะให้ฉันทำไงล่ะ? จับพวกเขาส่งตำรวจ จากนั้นก็โดนพวกนั้นมาพากลับไปรึ?” มู่อี้เหิงตอบ “ถึงพวกเขาจะโดนครอบงำ แต่ภายนอกยังเป็นคนปกติธรรมดาอยู่ ฉันยังไม่อยากทำร้ายอีกฝ่ายจนต้องชดใช้ค่ารักษาพยาบาลหรอกนะ...เรื่องงี่เง่าแบบนั้นฉันไม่มีทางทำแน่นอน”

หญิงสาวเบิกตากว้าง พูดอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง “ในเมื่อนายรู้ว่าพวกเจี่ยนซูหาวถูกครอบงำ ทำไมยังปล่อยไปอีกล่ะ? ทำไมไม่ช่วยกำจัดปีศาจที่ครอบงำไปเลยล่ะ?”

“เธอคิดว่าการกำจัดปีศาจมันง่ายเหมือนการดื่มน้ำหรือการกลืนยารึ?” นักปราบผีหนุ่มพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ฉันยังไม่รู้กระทั่งสาเหตุที่พวกเขาถูกครอบงำเลยด้วยซ้ำ แล้วจะใช้วิธีไหนกำจัดปีศาจ?”

“เอ่อ...” มี๋หย่าจู้อึกอักอยู่ครู่หนึ่งก่อนรีบเอ่ยต่อ “เอาเป็นว่าอย่าเพิ่งสนใจเรื่องนี้เลย นายรีบตามฉันไปเร็วเข้า!

“ไปไหน?” มู่อี้เหิงย้อนถาม

“ก็ไปช่วยนักเรียนของฉันไง...เสี่ยวถิงถูกพวกนั้นจับตัวไปแล้ว” หญิงสาวโพล่งตอบ

ชายหนุ่มเหลือบมองมี๋หย่าจู้ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยขึ้นมา

“ถ้าใจร้อนขนาดนั้น ทำไมไม่รีบแจ้งตำรวจ?” จากนั้นจึงยกมือชี้ไปที่โทรศัพท์ในห้องรับแขก “ตรงนั้นมีโทรศัพท์อยู่รีบโทร. แจ้งสิ”

มี๋หย่าจู้อึ้งไปครู่หนึ่งก่อนตอบต่อด้วยความร้อนใจ “แจ้งตำรวจไปจะมีประโยชน์อะไร? ในเมื่อพวกเขาถูกควบคุมความคิดและจิตใจเอาไว้!?!

“แล้วตอนนี้เธอใจร้อนไปจะมีประโยชน์อะไร?” มู่อี้เหิงตอบก่อนจะพูดต่อ “คนก็ถูกจับไปแล้ว นั่นแปลว่าตอนนี้ยังไม่มีอันตรายถึงชีวิต...อีกอย่างถ้าพวกมันคิดจะทำร้ายนักเรียนของเธอ พวกเรารีบไปตอนนี้ก็ไม่ทันอยู่ดี”

“ตะ...แต่ว่า...” ถึงแม้อีกฝ่ายพูดจามีเหตุผล แต่มี๋หย่าจู้ยังคงคิดว่าควรจะหาทางแก้ไขกันเอาไว้ก่อนดีกว่า

“แต่ว่าอะไร?” นักปราบผีหนุ่มขมวดคิ้วแล้วย้อนถามกลับไป “เธอรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงไม่เคยทำงานพลาดมาก่อน”

“เพราะนายเก่งกาจมาก” หญิงสาวกระพริบตาปริบๆ โพล่งตอบโดยไม่หยุดคิด

มู่อี้เหิงมองขวาง ลุกขึ้นยืนแล้วยกมือเขกศีรษะเธอเสียงดัง “เรื่องที่มองแวบเดียวก็ดูออก ยังต้องพูดอีกรึ!

“งั้นเพราะอะไรล่ะ!?!” มี๋หย่าจู้ลูบหน้าผากของตัวเองที่โดนเขก พลางเบะปากด้วยความเจ็บ

“เพราะฉันเป็นคนเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้ามาโดยตลอดยังไงล่ะ!” ชายหนุ่มพูดด้วยท่าทางภูมิใจ “ดังนั้นเธอควรจะเล่าเรื่องมาให้ฉันฟังตั้งแต่ต้น...ไม่ใช่ทิ้งข้อความเรียกฉันมา แล้วหวังให้ฉันจัดการเรื่องทั้งหมด...คิดว่าฉันเป็นพระเจ้ารึไง”

“แฮะ...! แฮะ...!” มี๋หย่าจู้เกาแก้มด้วยความเขินอาย “ถ้างั้นฉันจะเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้นายฟังเดี๋ยวนี้ล่ะ...”

“เดี๋ยวก่อน!” มู่อี้เหิงทรุดตัวนั่งลงพิงโซฟาราวกับเป็นคุณชาย “เธอไปเทชามาให้ฉันดื่มสักถ้วยก่อนสิ”

หญิงสาวบ่นอุบอิบ  รีบหาน้ำชามาเสิร์ฟ เธอก็เริ่มต้นเล่าเรื่องราวที่เกิดในอาคารเรียนเก่า แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือซึ่งอัดเสียงสวดท่องเหล่านั้นออกมาเปิดให้ชายหนุ่มฟัง

พอมู่อี้เหิงฟังจบ สีหน้าก็เคร่งเครียดทันที เขามองใบหน้าอันร้อนรนแกมคาดหวังของอีกฝ่ายครู่หนึ่ง จึงส่ายหน้าพลางถอนหายใจออกมา “ฉันล่ะนับถือความซวยของเธอจริงๆ ไปไหนก็เจอแต่เรื่องยุ่งยากสุดๆ แบบนี้ทุกครั้ง”

“เดี๋ยว! เรื่องคอนโดฯ ผีสิงคราวก่อน นายเป็นคนลากฉันเข้าไปเกี่ยวข้องเองต่างหาก” มี๋หย่าจู้รีบเถียงกลับอย่างรวดเร็ว

“อะแฮ่ม!

ชายหนุ่มกระแอมเบาๆ แล้วข้ามบทสนทนาไปสู่เรื่องหลัก “ถึงเนื้อหาจะไม่รู้เรื่อง แต่ดูเหมือนจะเป็นบทสวดปีศาจบทหนึ่งนะ”

“บะ...บทสวดปีศาจ!” หญิงสาวตกใจจนเกือบกัดลิ้นตัวเอง

“ไม่ผิดแน่” มู่อี้เหิงพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง

“ถ้างั้นทำยังไงดีล่ะ?” มี๋หย่าจู้รีบซักถามด้วยความร้อนใจ “มีทางช่วยพวกเสี่ยวถิงได้ไหม?”

“เรื่องนี้พูดยาก...” มู่อี้เหิงเหลือบมองมี๋หย่าจู้ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงยกถ้วยชาขึ้นดื่มอย่างสบายอารมณ์ก่อนพูดต่อ “ฉันรู้สึกว่าเธอจะใจร้อนมากเกินไปนะ...บ้านหลังนี้ไม่มีห้องน้ำให้เข้ารึไง?”

“ฉันกำลังกังวลอยู่ต่างหาก” มี๋หย่าจู้ตอบหน้าแดง

“แล้วเธอไม่กังวลรึว่า ถ้าพวกเราไปตอนนี้จะกลายเป็นปลาติดร่างแหหรือต้องใช้คำว่า รนหาที่ตาย มาอธิบาย เธอถึงจะมีสติล่ะ?” ชายหนุ่มส่ายหน้าเยาะเย้ยแล้วพูดต่อ “เธอเชื่อไหมล่ะว่าอีกฝ่ายแค่กด ‘1’ ‘1’ ‘0’ สามตัวเท่านั้น ก็สามารถเชิญตำรวจมาลากพวกเราไปดื่มชาที่สถานีตำรวจได้แล้ว”

มี๋หย่าจู้นิ่งอึ้งจากนั้นค่อยพยักหน้าช้าๆ “เชื่อ”

“เห็นไหม...ฉันบอกแล้วว่าเธอโง่ เธอยังไม่ยอมรับอีก” มู่อี้เหิงส่ายหน้าอย่างระอา “การจะทำอะไรสักอย่างนั้นต้องมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่บ้าบิ่นหุนหันพลันแล่น...เพราะมันจะทำให้เสียงานได้ เข้าใจไหม”

“เอาล่ะ ฉันมันโง่ส่วนนายฉลาดที่สุด พอใจหรือยัง!” หญิงสาวเบ้ปาก ร้องเฮอะสะบัดหน้าไปอีกทาง

“เลิกยอกย้อนกับฉันได้แล้ว” เขาพูดพลางดื่มน้ำชาอย่างสบายใจ “จำได้ว่าคราวก่อนคนที่ทำกับฉันแบบนี้...สุดท้าย...ไม่มีโอกาสแม้แต่จะไปเกิดใหม่...ดังนั้นเธอรีบตัดสินใจใหม่ดีกว่านะ...ว่าจะจ้างวานฉันรึเปล่า?”

 “เอ่อ...” มี๋หย้าจู้กระพริบตาพลางพูดต่อ “ต้องจ้างนายทำคดีอีกเหรอ?”

“แน่นอน...เธอคิดว่าฉันทำงานการกุศลหรือไง?” ชายหนุ่มมองค้อน แล้วแอบยิ้ม  “อีกอย่าง พอมีเงินแล้วช่วยทำงานให้ง่ายขึ้นหน่อย”

“เอ่อ...” หญิงสาวเริ่มลังเล เธอเพิ่งเป็นครูสอนพิเศษมาได้หนึ่งเดือนยังมีเงินเดือนไม่เท่าไหร่ ถ้าจ้างอีตาผีดูดเลือดที่คิดค่าจ้างแพงมหาโหดอย่างมู่อี้เหิงจะไม่เสียเงินอีกก้อนใหญ่เรอะ

“แล้วนายคิดค่าจ้างประมาณเท่าไหร่ล่ะ” เธอถามกลับ

“พูดยาก...” มู่อี้เหิงครุ่นคิดก่อนตอบ “แต่มีโอกาสสูงที่จะแพงกว่าค่าจ้างครั้งแรกของเธอ”

มี๋หย่าจู้อ้าปากค้าง จากนั้นอุทานลั่น “ฉันจะไปหาเงินเยอะแยะขนาดนั้นมาจากไหนกัน จนถึงตอนนี้ฉันยังติดหนี้นายอีกตั้งสองแสนหกหมื่นหยวนนะ”

No...No...No...!” นักปราบผีหนุ่มพูดพลางยกนิ้วส่ายไปมาพลางพูดต่อ “เธอติดหนี้ฉันสองพันล้านสองแสนหกหมื่นเหรียญต่างหาก”

Share

Comment 2 : 2012-10-12 18:33:01
+2
เว็บไซต์: 42
[171.5.67.xxx]
รูปแรกแบบว่า...*O* //เคลิ้ม //ฟิน //และ
 
Comment 1 : 2012-10-09 17:17:16
0
เว็บไซต์: 35
[171.4.217.xxx]
เล่ม สอง ยังไม่ซื้อเลย เล่ม สามมาอีกแล้ว แต่ก้อหนุกดีนะครับ ชอบๆ
      ผมนะ ราชาแห่งสีดำ เลยนะครับ  หึหึหึ
      ปล.รับสมัครคนรู้ใจครับ
Comment 2 : 2012-10-12 18:33:01
+2
เว็บไซต์: 42
[171.5.67.xxx]
รูปแรกแบบว่า...*O* //เคลิ้ม //ฟิน //และ
 
Comment 3 : 2012-10-21 17:00:57
0
เว็บไซต์: 7
[27.55.11.xxx]
 น่าอ่านดี
 
Login
ID *
Password *
Time Life *
  login  
Related Products